“หลวงพ่อทัพ ” วัดทอง
“ปิดตาเมฆพัตร”
วัดสุวรรณาราม ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฝั่งตะวันตก เข้าทางถนนจรัญสนิทวงศ์ ตรงข้ามกับบางขุนนนท์ ในท้องที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เดิมเรียกว่า “ วัดทอง”สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยกรุงธนบุรีเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าตากสินทรงมีพระราชดำรัสให้นำเชลยศึกพม่าจากค่ายบางแก้วไปประหารชีวิต ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสถาปนาใหม่ทั้งอาราม และทรงพระราชทานนามว่า “ วัดสุวรรณาราม”
พระเกจิอาจารย์เรืองนามของพระอารามแห่งนี้คือ “หลวงพ่อทับ อินทโชติ” หรือพระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในช่วงเดียวกับหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง บางขุนเทียน แต่อ่อนกว่า 14 ปี และหลวงปู่จัน วัดโมลี นนทบุรี ซึ่งทั้งสามท่านนี้มีของดีคือ “พระปิดตา”ที่สูงด้วยราคา และพุทธคุณความเข้มขลัง มีความดังเป็นอมตะนิรันดร์กาล
ท่านเป็นยอดคณาจารย์ที่มีความแตกฉานในพระไตรปิฎก และวิชาอักขระเลขยันต์ เป็นพระธรรมกถึกนามอุโฆษ มีความแตกฉานในการหล่อหลอมโลหะ โดยกลุ่มช่างที่บ้านช่างหล่อมาเป็นลูกศิษย์ขอคำปรึกษาจากท่านอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังเชี่ยวชาญด้านเล่นแร่แปรธาตุกายสิทธิ์ มีหัวคิดทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงให้ความเคารพเลื่อมใสและเสด็จมาหาท่านบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับ สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์ ในสมัยเป็นพระธรรมโกษาจารย์ ก็มีความสนิทสนมโดยแวะเวียนไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
หลวงพ่อทัพมีนามพ้องกับพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งคือ “พระอาจารย์ทับ วัดอนงคาราม” ซึ่งโด่งดังอยู่ในยุคเดียวกับท่าน ทั้งได้สร้างพระมหาอุตม์เนื้อโลหะเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่รูปพรรณสัณฐาน และเนื้อโลหะ โดยพระมหาอุตม์ของพระอาจารย์ทับ วัดอนงค์ มีสัณฐานรูปทรงบางและสร้างด้วยโลหะเมฆสิทธิ์ วรรณะเขียวเตย หรือปีกแมลงทับ
วงการนักพระเครื่องโดยทั่วไปมักจะออกนามหลวงพ่อและพระเครื่องของท่านว่า “พระครูทัพ วัดทอง” และ “พระมหาอุตม์วัดทอง” ส่วนหลวงพ่อทับ วัดอนงค์ เรียกขานท่านว่า “พระอาจารย์ทับ วัดอนงค์” ก็เป็นอันรู้กันว่าใคร หรือพระเครื่องของสำนักใด
หลวงพ่อทัพเกิดที่บ้านเกาะชายเลน คลองชักพระ ต.บางขุนศรี อ.บางกอกน้อย เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2390 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม เป็นปีที่ 23 แห่งการเสวยราชย์ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของนายนิคม และนางน้อย ซึ่งเป็นต้นตระกูล “ปัทมานนท์” ประกอบอาชีพเป็นชาวสวน ท่านเป็นคนหัวปีในบรรดาพี่น้องร่วมท้อง 4 คน คือ 1.หลวงพ่อทัพ 2.นายทิพย์ (บิดาของพ.อ.พระยาดำเกิงรณภพ-ทัด ปัทมานนท์) 3.นายขำ 4.นางถม
อายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระปลัดแก้ว วัดทอง (รักษาการเจ้าอาวาสวัดทอง ในช่วงปีพ.ศ.2415 ) เป็นเวลา 2 ปีจนอายุครบ 21 ปีจึงเข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดตลิ่งชัน อ.ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โดยมีเจ้าอธิการม่วง วัดตลิ่งชัน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดแก้ว วัดทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์พึ่ง วัดรวก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อินทโชติ”
ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม อักขระขอม วิปัสสนาธุระมาโดยตลอด และออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆอยู่เสมอ ภายในกุฏิมีตำราต่างๆมากมาย เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎก คัมภีร์พุทธาคม ตำราศิลปะไทยโบราณ อักขระเลขยันต์ ลวดลายไทย ซึ่งท่านสามารถเขียนลายไทยและอักขระเลขยันต์ต่างๆได้อย่างวิจิตรพิสดารยิ่ง โดยเฉพาะการเขียนภาพพระปิดตามหาอุตม์พร้อมกับเลขยันต์โดยไม่ซ้ำแบบเพื่อเตรียมไว้ปั้นหุ่นสร้างเป็นองค์พระ
บั้นปลายชีวิตในช่วงที่ท่านอาพาธ กรมหลวงชุมพรฯเสด็จมาเยี่ยมและถวายแพทย์หลวงเพื่อทำการรักษา
จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่านตรงกับวันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2455 เวลา 4ทุ่มเศษ ท่านได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุ 65 ปี 44 พรรษา
ทั้งนี้ ตลอดชีวิตของท่านมีภาพถ่ายเพียงภาพเดียว ซึ่งถ่ายเมื่อท่านมรณภาพแล้วในวันรดน้ำศพ เพราะท่านไม่เคยให้ใครถ่ายภาพ เนื่องจากถือเคล็ดตามคติของคนโบราณ
สำหรับพระเครื่องที่ท่านสร้างไว้ส่วนใหญ่จะเป็นพระปิดตาที่หล่อหลอมจากเนื้อเมฆพัตรทั้งหมด และปลุกเสกเดี่ยวโดยพระคาถาพุทธาคมของหลวงพ่อทัพ อาทิ พระปิดตายันต์ยุ่ง พระปิดตายันต์น่อง พระปิดตาหัวบายศรี พระปิดตานั่งบัวเศียรแหลม พระปิดตานั่งยอง ฯลฯ เรื่องประสบการณ์แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะเข้มขลังทั้งด้านเมตตา มหาอุด หยุดปืน คงกะพัน ฟันแทงไม่เข้า นักเลงรุ่นเก่าต่างรู้ซึ้งกันดี แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีความอัศจรรย์ให้กล่าวขานอยู่บ่อยๆ
ปัจจุบันทางวัดสุวรรณาราม (วัดทอง) ได้จัดสร้าง พระปิดตาวัดทองย้อนยุค 100 ปี รุ่น”สุวรรณเศรษฐี ปีมหามงคล” ขึ้น เพื่อสืบสานตำนานและยกย่องหลวงปู่ทับ นำรายได้ส่วนหนึ่งบูรณะศาลาการเปรียญวัดทอง และสร้างโบสถ์-กุฏิสำนักสงฆ์บ้านหนองแวง จ.ศรีสะเกษ รูปแบบที่สร้างล้วนเป็นพิมพ์ยอดนิยมของท่าน เช่น พิมพ์ตุ๊กตา,พิมพ์ยันต์ยุ่ง,พิมพ์เศียรบาตร,เศียรโต,ยันต์น่อง ฯลฯ โดยจัดพิธีพุทธา-เทวาภิเษกเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 50 สมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ (พุฒ) เป็นประธานจุดเทียนชัย และนั่งปรกพร้อมพระเกจิอาจารย์ 101 รูป ท่านที่สนใจสามารถร่วมบุญบูชาได้โดยตรงที่วัด